ในการรายงานภาวะทางสังคมไตรมาสที่ 2 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระบุถึงสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไทยว่า มีมูลค่าสูงถึง 12.97 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 2 ปีตั้งแต่ช่วงกลางปีของปี 60

เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในขณะนี้อยู่ที่ 78.7% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก และเมื่อเทียบกับประเทศทั่วโลก หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 78.6% ของจีดีพี อยู่ในอันดับ 11 ของโลก เทียบกับ 74 ประเทศ และหากเทียบในเอเชีย หนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 จาก 22 ประเทศ

ขณะที่ “หนี้ครัวเรือน” ในระดับนี้ กระทบต่อเศรษฐกิจไทยแล้วหรือยัง จากการศึกษาวิจัยในต่างประเทศแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่า หนี้ครัวเรือนต้องสูงกว่า 84% ของจีดีพี จึงจะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่อีกงานวิจัยระบุว่า หากหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 70% สัดส่วนหนี้ที่เพิ่มขึ้น 1% จะทำให้เศรษฐกิจระยะยาวขยายตัวลดลง 0.1%

แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร มากหรือน้อยแค่ไหน คงไม่มีใครรู้ดีกว่า “ผู้ที่เกี่ยวข้อง” และมีความรู้ความเชี่ยวชาญเศรษฐกิจของไทย ซึ่ง “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุ ความรุนแรง หนทางป้องกันและลดผลกระทบของ “หนี้ครัวเรือน” เพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของ “คนไทย” จนลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม มาให้อ่านกัน

เมธี

“หนี้พุ่ง” เจ็บหนัก “สังคม-เศรษฐกิจ-สภาพจิตใจ”

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นหน่วยงานแรกๆของประเทศที่สะท้อนปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ของไทย โดยได้แสดงความกังวลถึงตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้อุปโภคบริโภคของลูกหนี้รายย่อย หนี้เช่าซื้อรถยนต์ และการสนับสนุนสินเชื่อในลักษณะมีเงินทอน และสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเก็งกำไร

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ธปท. ด้านเสถียรภาพการเงิน ระบุว่า ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนล่าสุดที่ประมาณ 13 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 62 หรือประมาณ 78.7% ของจีดีพี ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 53.5% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถือเป็นการเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และระดับหนี้ต่อจีดีพียังเคยแตะจุดสูงสุดที่ 81.2% ในปี 58

“จากระดับสูงสุด เราเห็นการลดลงอย่างช้าๆ แต่ตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้ว ตัวเลขกลับมาเร่งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งประเด็นความเปราะบางของภาคครัวเรือนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด”

ทั้งนี้ หากพิจารณา “หนี้ครัวเรือน” ของไทย จะพบว่า หนี้บ้าน ซึ่งเป็นหนี้ระยะยาวคิดเป็น 33% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต หนี้รถยนต์ คิดเป็น 40-50%

“หนี้ระยะสั้น จะเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ได้รับความกดดันสูงในภาพรวม เพราะการก่อหนี้เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ และมีผลกระทบต่อการบริโภคของลูกหนี้ โดยการก่อหนี้จะสามารถกระตุ้นการบริโภคได้เฉพาะในช่วงแรกๆ เท่านั้นและจะฉุดรั้งการบริโภคในช่วงหลัง เพราะต้องนำเงินมาผ่อนจ่าย ทำให้เงินเหลือที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยมีน้อยลง”

ในระดับบุคคล หนี้ที่สูงอาจกระทบคุณภาพชีวิต จากความกังวลจนกระทบสภาพจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อตกในสภาวะติดกับดักหนี้ โดยกลุ่มเสี่ยงนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรายได้ต่ำถึงปานกลาง ความสามารถชำระหนี้ไม่สูงนัก และมีความสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจน้อย จึงมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนี้เสีย

ด้วยเหตุที่ “หนี้ครัวเรือน” เป็นปัญหาที่สะสมมาจากหลายสาเหตุและหลายปัจจัย ทั้งจากฝั่งของผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ การป้องกันการก่อหนี้ที่เกินตัว สำหรับฝั่งผู้ปล่อยกู้นั้น ธปท.ได้ออกมาตรการที่จำกัดวงเงินของเครดิตการ์ดและสินเชื่อส่วนบุคคลบางส่วน รวมทั้งปรับการคำนวณสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) ในปีนี้สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ขณะเดียวกัน ยังผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่ดูแค่หลักประกัน หรือตรวจสอบภาระหนี้จากเครดิตบูโร แต่ต้องคำนึงถึงเงินเหลือของครัวเรือนที่จะนำไปใช้จ่ายประจำวัน รวมทั้งร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) ทำคลินิกแก้หนี้ เพื่อช่วยครัวเรือนแก้หนี้ได้เพิ่มขึ้น

สำหรับฝั่งของผู้กู้เอง งานวิจัยของ ธปท. พบว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีการใช้จ่ายเงินมากขึ้น และคำนึงถึงการออมน้อยลง ขณะที่ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ทำให้คนสามารถเลือกซื้อของได้ผ่านโทรศัพท์มือถือและจัดส่งได้ถึงที่ ความสะดวกสบายเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับที่ต้องเดินทางไปซื้อของอย่างในอดีต

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานาน แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง จำเป็นยิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างยั่งยืน

ธนวรรธน์

ต้อง “ระมัดระวัง” แต่ยังไม่ใช่ “จุดวิกฤติ”

ขณะที่ความคิดเห็นของนักวิชาการ นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนของไทยไตรมาส 1 ที่สูง 78.7% ของจีดีพีนั้น ถ้าพิจารณารายละเอียดการก่อหนี้ยังไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะ ธปท.เป็นห่วงมากนัก และไทยน่าจะจัดการให้ระดับหนี้ครัวเรือนไม่สูงกว่า 80% ได้แน่นอน

“สาเหตุที่ระบุว่ายังไม่น่าห่วง เพราะเห็นด้วยกับที่กระทรวงการคลัง ที่ได้ชำแหละสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ 78.7% ว่าไม่ได้เป็นหนี้ที่มาจากการรูดบัตรเครดิต หรือหนี้เพื่อการกินอยู่ใช้จ่ายทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้เพื่อลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งคนไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 ไม่ต้องการเป็นลูกจ้างใครก็กู้เงินเพื่อมาลงทุนทำธุรกิจ

ถ้าหักหนี้ที่กู้เพื่อทำธุรกิจออกจะเหลือหนี้ครัวเรือนจริงๆ 65.8% ของจีดีพีเท่านั้น ที่สำคัญหนี้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในระบบ มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ได้เกิดเป็นหนี้เสีย เพราะแบงก์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จึงยังไม่น่าห่วงเหมือนที่คลังบอก แต่ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างที่ สศช.บอก”

ทั้งนี้ หากหนี้ครัวเรือนของไทยน่าเป็นห่วงจริง ประเทศอื่นๆที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในอัตราสูงเกิน 80% ซึ่งเป็นระดับที่น่าเป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะกลางและยาว ตามคำนิยามของ สศช.นั้น ก็น่าจะล้มละลายกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียที่เป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยสัดส่วน 128% เนเธอร์แลนด์ 107% นอร์เวย์ 103% ยุโรปเกือบ 100% เกาหลีใต้ 94.8% ซึ่งต้องดูว่า ประเทศเหล่านี้ ทั้งๆที่มีสวัสดิการจากรัฐดีแล้วมีหนี้ได้อย่างไร รัฐบาลคุมอย่างไร กลายเป็นปัญหาของประเทศหรือไม่ แล้วเหตุใดประชาชนยังอยู่กันได้

หนี้ครัวเรือนของไทยจากหลายสาเหตุ ทั้งภาวะเศรษฐกิจซึมตัวจาก ผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ทำให้คนต้องการเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น จึงต้องก่อหนี้เพื่อทำธุรกิจ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเป็นสังคมเมืองมากขึ้น และการคมนาคมขนส่งยังไม่สะดวก ทำให้คนต้องซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และที่อยู่อาศัยมากขึ้น ส่งผลให้ยอดสินเชื่อบ้าน รถยนต์เพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ ความกังวลของหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีมาแล้ว ผู้ว่าการ ธปท.ขณะนั้นได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา โดยตั้งเป็นประเด็นว่า หนี้ครัวเรือนไทยเกินกว่า 80% ของจีดีพี สูงมากเป็นอันดับต้นๆของโลก ส่งสัญญาณว่า ไทยไม่พร้อมรับนโยบายประชานิยมอีกต่อไป จึงอยากให้รัฐบาลระมัดระวังการใช้นโยบายส่งเสริมให้ประชาชนบริโภค

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งรัฐบาลกลับไม่ได้วางรากฐาน และกระบวนการการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในเชิงประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมแบบบูรณาการ แต่กลับส่งเสริมให้คนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบมากขึ้น เปลี่ยนหนี้นอกระบบมาเป็นในระบบ ส่งเสริมสินเชื่อบุคคล สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ โดยรัฐบาลไม่ได้กำกับดูแลหนี้ครัวเรือนในเชิงการลดหนี้ แต่กลับเป็นการลดภาระหนี้ของประชาชนในหนี้ครัวเรือนมากกว่า

รัฐบาลควรจะเน้นเพิ่มจีดีพี สร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและสร้างวินัยการเงินให้กับประชาชน ถ้าใครจะกู้เงินจะต้องก่อให้เกิดรายได้ รวมถึงสร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ เพื่อลดการก่อหนี้

“ในอนาคตหนี้ครัวเรือนของไทยมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นได้อีก หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น แต่หากปีนี้เศรษฐกิจไทยโตได้ 3% และปีหน้าโตได้ 3-3.5% ก็น่าจะประคองสัดส่วนหนี้ในระดับปัจจุบันไว้ได้ เพราะเชื่อว่า คนไทยระมัดระวังการก่อหนี้มากขึ้นแล้ว ขณะที่ ธปท. และสถาบันการเงินต่างๆเข้มงวดปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจไทยโตเกินกว่า 4% ก็จะสามารถคุมสัดส่วนหนี้ไม่ให้เกิน 80% ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายต่อภาวะเศรษฐกิจได้”

เชาว์

สะท้อนคนไทยรายได้ต่ำไม่พอยังชีพ

มาถึงภาคธนาคารพาณิชย์ นายเชาว์ เก่งชน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองปัญหานี้ว่า การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสอดคล้องกับการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยที่โต 10.1% ในไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นการเร่งทำการโอนก่อนที่มาตรการ LTV จะมีผลบังคับใช้ ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และหากพิจารณาการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยไตรมาส 2 ซึ่งแม้จะชะลอตัวจากไตรมาสแรก แต่ก็ยังสูงถึง 9.2%

ทำให้คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในไตรมาส 2 อาจจะไม่ปรับลดลงมากนักจาก 78.7% ในไตรมาสแรก ขณะที่คาดว่าในปี 63 หนี้ครัวเรือนไทยน่าจะยังคงขยายตัวตามการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย โดยแม้ว่าสินเชื่อดังกล่าวจะชะลอลงจากการที่ผู้ปล่อยกู้ต่างเพิ่มความระมัดระวัง แต่การที่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ไม่สูงมากนัก ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 63 น่าจะอยู่ใกล้ๆ 79% ของจีดีพี

นอกจากนี้ ในอีกด้านหนึ่งหนี้ครัวเรือนไทยยังสะท้อนถึงประเด็นรายได้ประชากรที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่าย
ในการดำรงชีพ โดยเฉพาะในภาคชนบท ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้ของประชากรในกลุ่มนี้คงต้องรวมไปถึงการเพิ่มรายได้ในลักษณะที่มี ความยั่งยืน คือ ไม่ใช่การเพิ่มรายได้แบบชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ในระยะใกล้ คาดว่า คงจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจน โดยประเด็นคุณภาพสินเชื่อ หรือเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ก็ไม่น่ากระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทย เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆ

มีการตั้งสำรอง และฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง แต่คาดว่าประเด็นหนี้ครัวเรือนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาว ทั้งนี้ เพราะการก่อหนี้ โดยเฉพาะหากเป็นรายการที่ไม่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ เท่ากับเป็นการดึงรายได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ซึ่งแม้จะส่งผลให้การบริโภคขยายตัวได้อัตราที่สูงในช่วงหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้วเงินออมที่น้อยลง ย่อมจะส่งผลต่อการบริโภคในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะสร้างปัญหามากขึ้นเมื่อสังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

จึงควรจะมีการให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้บริโภค เพื่อให้มีวินัยด้านการใช้จ่ายและการออมที่เหมาะสม ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนทั้งต่อตัวผู้กู้เอง และต่อสถาบันการเงินที่เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อ

พีระพงศ์

คุมก่อหนี้รับไหว-อสังหาฯปรับตัวได้อยู่

ขณะที่มุมมองจากผู้ประกอบการตัวจริงในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับทั้งคุณและโทษจากการก่อหนี้ครัวเรือนของประชาชน นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มองปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ว่า “หนี้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น จะอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย และสามารถเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย โดยประเภทหนี้ที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มนี้มีทั้งหนี้รถยนต์ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต”

ส่วนหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั้น มาตรการ LTV ที่ ธปท.ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสกัดการเก็งกำไรในกลุ่มนักลงทุน ทำให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นในช่วงแรก เพราะผู้บริโภคต่างเร่งก่อหนี้ให้ทันก่อนที่มาตรการมีผลบังคับใช้

แต่นับตั้งแต่มาตรการมีผลบังคับใช้แล้ว สังเกตได้ว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของยอดอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการชะลอตัวลง ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะหดตัวลงประมาณ 5-10% และเห็นด้วยว่า นโยบายคุม LTV น่าจะมีส่วนช่วยในการดูแลไม่ให้มีการปล่อยสินเชื่อไปยังกลุ่มที่มีความอ่อนไหวทางการเงินสูงอยู่แล้ว และน่าจะบรรเทาอัตราความเร็วในการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้

“ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถปรับตัวได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีตลาดที่อยู่อาศัยบางกลุ่มที่หดตัวลง แต่ก็ยังมีอีกหลายประเภทที่ยังมีกลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพอยู่จำนวนมาก”

สำหรับบริษัทเอง ในปีนี้ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้เริ่มต้นทำงาน และกลุ่มผู้เพิ่งซื้อคอนโดมิเนียมครั้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z ที่ยังมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีหนี้รถยนต์ ไม่มีหนี้ส่วนบุคคล ไม่มีหนี้บัตรเครดิต หรือเรียกว่ายังเป็นกลุ่มที่ปลอดหนี้ หรือ Virgin Credit ด้วยราคาเริ่มต้นล้านกว่าบาท ซึ่ง Gen Z สามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ บริษัทยังช่วยตรวจสอบคุณสมบัติทางการเงินของลูกค้า ก่อนที่จะส่งเรื่องยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าของบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแรง และจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้ไม่ก่อปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ผ่อนส่งไม่ได้.

ทีมเศรษฐกิจ