บอร์ด กนง.มองเห็นแต่ปัจจัยลบรุมกระหน่ำ

กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลง 0.5% เหลือโต 2.8% เป็นการปรับลดต่อเนื่อง 4 ครั้ง ผลจากส่งออกร่วงแรงกระทบลงทุนและการจ้างงาน แรงงานรายได้ลดไม่มีเงินจับจ่าย ยอมรับเงินเฟ้อหดเหลือ 0.8% ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายหลุดเป้าหมาย 3 ปีซ้อน สั่งติดตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ชี้กังวลบาทแข็งค่ากว่าคู่ค้าคู่แข่ง ด้านกสิกรหั่นเป้าการเติบโตเศรษฐกิจเหลือ 2.7-2.9%

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวถึงผลการประชุม กนง.ล่าสุดวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% หลังจากที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในครั้งก่อนหน้า ขณะเดียวกันได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 62 และปี 63 ลง จากเดิมที่ 3.3% ลงเหลือ 2.8% เป็นการลดประมาณการลงต่อเนื่อง 4 ครั้งแล้ว โดยคิดเป็นการปรับลดจากประมาณการครั้งนั้นซึ่งเป็นครั้งแรกลงแล้ว 1.4% ขณะที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 63 ลงเหลือ 3.3% จาก 3.7% ในครั้งก่อนหน้า

นอกจากนั้น ยังได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ลงด้วย โดยได้ปรับลดอัตราเงินเฟ้อปีนี้ลงเหลือขยายตัว 0.8% จากที่คาดไว้ 1% ในครั้งก่อนหน้า ขณะที่คาดว่าปีหน้าจะขยายตัว 1% เท่าเดิม ทำให้ยอมรับว่าแม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งที่ผ่านมา 0.25% แต่เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ในขณะที่จะกลับสู่เป้าในปีหน้า ขณะที่ลดประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ลงเหลือ 0.6% จากที่คาดไว้ 0.7% ขณะที่คงอัตราของปีหน้าไว้ที่ 0.9%

“การปรับลดประมาณการลง ประเด็นหลัก คือ ผลกระทบจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจต่างประเทศซบเซา ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยให้ชะลอตัวมากกว่าที่คาด ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วกว่าคาดต่อการลงทุนของภาคเอกชน และการจ้างงาน ขณะที่ยังมีความล่าช้าของการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐจากการเลื่อนการใช้งบประมาณปี 63 ออกไป การบริโภคภาคเอกชนยังได้รับผลกระทบจากรายได้ และการจ้างงานที่ลดลง โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อการส่งออก แรงกดดันหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และผลจากภัยธรรมชาติ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาบรรเทาผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง”

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มขยายตัวกว่าที่คาด แต่ยังไม่ได้ต่ำกว่าการประมาณการครั้งก่อนที่ กนง.ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปก่อนหน้า ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จึงคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพิจารณาผลที่เกิดขึ้นในระยะต่อไป โดย กนง. พร้อมที่จะใช้เครื่องมือและนโยบายการเงินในระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวเลขและปัจจัยเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากในอนาคตเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาด ก็สามารถปรับนโยบายการเงินตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ หากมองน้ำหนักความเสี่ยงจาก 3 ส่วนที่ กนง.พิจารณา เรื่องแรกคือ เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย การขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำลง ขณะที่ในส่วนความเปราะบางของเสถียรภาพระบบการเงินนั้นยังต้องติดตามใกล้ชิด แต่ยอมรับว่าได้มีการออกมาตรการเพื่อดูแลแล้วในระดับหนึ่ง กนง.ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่ง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยให้จับตาอัตราแลกเปลี่ยนค่าบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และพร้อมจะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็นเช่นกัน

กอบสิทธิ์

ด้านนายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ โดยการส่งออกของไทยถูกกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯผ่านห่วงโซ่การผลิตของจีน และอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอลง การลงทุนภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาชะลอตามการส่งออกที่หดตัว ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐอย่างชิมช้อปใช้จะมีผลจำกัด หรือ ประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น ในขณะที่การบริโภคยังขยายตัวจำกัดจากปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง

“สิ้นเดือนนี้กสิกรไทยจะปรับตัวเลขจีดีพีลง โดยคาดอยู่ในกรอบ 2.7-2.9% จากเดิม 3.1% ส่งออกคาดติดลบจากเดิม 0% ซึ่งตัวเลขส่งออก 8 เดือน ติดลบ 2% ไปแล้ว โดยมาจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการชิมช้อปใช้ ก็แค่ประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น”.